

ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 6/2569 วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569 โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม และมี ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นเลขานุการการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและมีมติที่สำคัญ ดังนี้
1. เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ตำแหน่งประเภทอำนวยการ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายสำหรับตำแหน่งประเภทอำนวยการในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นการเฉพาะ ส่งผลให้การบริหารกำลังคนและการจัดสรรผู้บริหารอาจไม่สอดคล้องกับภารกิจและความต้องการของพื้นที่เท่าที่ควร ดังนั้น การกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนจึงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาล สร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และส่งเสริมการจัดคนให้เหมาะสมกับงาน พร้อมทั้งสนับสนุนความก้าวหน้าในวิชาชีพและความต่อเนื่องในการบริหารราชการ
สาระสำคัญของ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการย้าย กำหนดการย้ายไว้ 3 กรณี ได้แก่
1. การย้ายกรณีปกติ สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งประเภทอำนวยการที่ดำรงตำแหน่งครบวาระ 4 ปี
โดยปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้พิจารณาความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ของผู้ดำรงตำแหน่ง และอาจแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมพิจารณาก่อนเสนอ อ.ก.ค.ศ. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการพิจารณา ทั้งนี้ หากมีเหตุผลและความจำเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการ อาจให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อได้คราวละ 1 ปี รวมไม่เกิน 6 ปี
2. การย้ายกรณีพิเศษ กรณีเจ็บป่วยร้ายแรง ถูกคุกคามต่อชีวิต หรือมีความจำเป็นต้องดูแลบิดามารดา คู่สมรส หรือบุตรที่เจ็บป่วยร้ายแรง โดยปลัดกระทรวงศึกษาธิการจะพิจารณาข้อเท็จจริงและเอกสารหลักฐานประกอบ และหากเห็นสมควรจะเสนอ อ.ก.ค.ศ. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการพิจารณา เพื่อให้การย้ายเป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม
3. การย้ายเพื่อความเหมาะสมและประโยชน์ของทางราชการ แบ่งเป็น 2 กรณี ได้แก่ การย้ายเพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการศึกษา และการย้ายเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยคำนึงถึงประโยชน์ของทางราชการ ความเหมาะสมของหน่วยงาน และความเป็นธรรมแก่ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นสำคัญ
การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลของกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งเน้นการบริหารกำลังคนอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรม สามารถตอบสนองต่อบริบทและความต้องการของพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารราชการในภาพรวมของประเทศอย่างยั่งยืน
2. เห็นชอบ ให้กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ขยายระยะเวลาการใช้กรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 4,597 อัตรา ออกไปอีกเป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี เพื่อให้การบริหารงานบุคคลเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และไม่ส่งผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด โดยกรอบอัตรากำลังดังกล่าวครอบคลุมตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู ศึกษานิเทศก์ และบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) โดยปัจจุบันกรมส่งเสริมการเรียนรู้อยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำและปรับปรุงข้อมูลประกอบการจัดทำกรอบอัตรากำลังใหม่ให้สอดคล้องกับภารกิจและโครงสร้างหน่วยงานที่เปลี่ยนแปลงไป
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้กำชับให้กรมส่งเสริมการเรียนรู้เร่งรัดการจัดทำข้อมูลประกอบการจัดทำกรอบอัตรากำลังใหม่ให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน พร้อมมอบสำนักงาน ก.ค.ศ. ติดตามและรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานต่อ อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ภายในระยะเวลา 3 เดือน และ 6 เดือน เพื่อให้การบริหารอัตรากำลังและการบริหารงานบุคคลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความต่อเนื่องในการปฏิบัติราชการ
3. อนุมัติ การกำหนดกรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ประเภทผู้บริหารการศึกษา จำนวน 84 อัตรา และประเภทผู้บริหารสถานศึกษา ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 960 อัตรา รวมทั้งสิ้น 1,044 อัตรา
การกำหนดกรอบอัตรากำลังดังกล่าวเป็นการปรับโครงสร้างตำแหน่งให้สอดคล้องกับการจัดตั้งหน่วยงานการศึกษาและสถานศึกษาตามโครงสร้างของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ โดยเป็นการตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนจากกรอบเดิมไปกำหนดในหน่วยงานและสถานศึกษาแห่งใหม่ ซึ่งไม่เป็นภาระงบประมาณเพิ่มเติมจากรัฐบาลและเป็นไปตามแนวทางการบริหารกำลังคนภาครัฐ
สำหรับกรอบอัตรากำลังผู้บริหารการศึกษา จำนวน 84 อัตรา ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด 76 อัตรา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร 1 อัตรา ผู้อำนวยการสถาบัน 6 อัตรา และผู้อำนวยการศูนย์ 1 อัตรา และประเภทผู้บริหารสถานศึกษา ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 960 อัตรา รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,044 อัตรา
ทั้งนี้ เพื่อให้มีผู้บริหารการศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษาถือปฏิบัติหน้าที่ในการขับเคลื่อนนโยบาย พัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ บริหารจัดการหน่วยงานและสถานศึกษา ตลอดจนส่งเสริมการจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในทุกพื้นที่ต่อไป
4. เห็นชอบ การกำหนดปฏิทินการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาและตำแหน่งครู สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปี พ.ศ. 2569
กรมส่งเสริมการเรียนรู้ได้เสนอขอปรับปฏิทินการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาและตำแหน่งครู เนื่องจากอยู่ระหว่างการเสนอขอขยายระยะเวลาการใช้กรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 4,598 อัตรา ซึ่ง ก.ค.ศ. ได้อนุมัติให้ใช้ไปพลางก่อน ส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินการยื่นคำร้องขอย้ายตามกำหนดเดิมในเดือนกรกฎาคม 2569 ได้
ทั้งนี้ เดิมกำหนดให้ผู้บริหารสถานศึกษายื่นคำร้องขอย้ายระหว่างวันที่ 1–15 กรกฎาคม 2569 และตำแหน่งครู (กรณีปกติ รอบ 2) ยื่นคำร้องขอย้ายระหว่างวันที่ 16–30 กรกฎาคม 2569 แต่เนื่องจากกรมส่งเสริมการเรียนรู้จำเป็นต้องนำตำแหน่งว่างของผู้บริหารสถานศึกษาและตำแหน่งครูเสนอให้ อ.ก.ค.ศ. กรมส่งเสริมการเรียนรู้ พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนประกาศประชาสัมพันธ์ตำแหน่งว่าง จึงอาจส่งผลให้ผู้มีคุณสมบัติและประสงค์ขอย้ายไม่สามารถยื่นคำร้องได้ทันตามกำหนดเดิม
ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการย้ายเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ และเปิดโอกาสให้ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องสามารถดำเนินการได้อย่างทั่วถึง กรมส่งเสริมการเรียนรู้จึงเสนอปรับกำหนดการยื่นคำร้องขอย้ายสำหรับทั้งตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาและตำแหน่งครู (กรณีปกติ รอบ 2) เป็นระหว่างวันที่ 1–15 สิงหาคม 2569 โดยไม่เว้นวันหยุดราชการ ซึ่ง ก.ค.ศ. พิจารณาแล้วเห็นว่า การปรับปฏิทินดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อกรอบระยะเวลาการพิจารณาการย้ายในภาพรวม และยังคงสามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จตามหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายที่ ก.ค.ศ. กำหนด
5. เห็นชอบ การกำหนดรายละเอียดตัวชี้วัดและคะแนนในการประเมินตามองค์ประกอบการประเมินศักยภาพของผู้ประสงค์ขอย้าย ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา (การย้ายกรณีปกติ) ประจำปี พ.ศ. 2569 ของสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงศึกษาธิการที่มุ่ง “คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก” และแนวคิดการประเมินที่เน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน (Result-based Evaluation) โดยสรุปสาระสำคัญของการแก้ไขรายละเอียดและตัวชี้วัดการประเมินฯ ของแต่ละสังกัด ดังนี้
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปรับปรุงองค์ประกอบด้านความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการศึกษา โดยตัดการพิจารณาจำนวนครั้งที่ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการ อนุกรรมการ คณะทำงาน และการเป็นวิทยากร เพื่อให้มีกรอบการประเมินที่ชัดเจนมากขึ้น ปรับองค์ประกอบด้านผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติงาน จากเดิมที่พิจารณาผลงานหรือรางวัล เป็นการพิจารณา “นวัตกรรม” ที่เกิดจากการปฏิบัติงานในสถานศึกษาย้อนหลังไม่เกิน 3 ปี รวมทั้งปรับระดับคะแนนด้านวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการศึกษา และผลการประเมินตามข้อตกลงในการพัฒนางาน (PA) ให้สะท้อนผลการยกระดับคุณภาพผู้เรียน ครู และสถานศึกษาได้อย่างเหมาะสม
สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ปรับปรุงองค์ประกอบด้านความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการศึกษา โดยยกเลิกตัวชี้วัดที่กำหนดให้พิจารณาผลงานหรือรางวัลที่เกิดกับสถานศึกษา และปรับคะแนนในองค์ประกอบด้านประสบการณ์ในการบริหารสถานศึกษาให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น
สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปรับปรุงองค์ประกอบด้านความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการศึกษาจากเดิมที่พิจารณาผลงานหรือรางวัลที่เกิดจากการปฏิบัติงานในหน้าที่ เป็นการให้ผู้ประสงค์ขอย้ายจัดทำบทสรุปผลการปฏิบัติงานตามนโยบายและจุดเน้นการดำเนินงานของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมทั้งปรับคะแนนในองค์ประกอบด้านผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติงานและคุณภาพการปฏิบัติงานให้มีความสอดคล้องเหมาะสม
ทั้งนี้ ก.ค.ศ. พิจารณาแล้วเห็นว่า การปรับปรุงรายละเอียดตัวชี้วัดและคะแนนดังกล่าวยังคงเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด มีความสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และช่วยให้การประเมินศักยภาพผู้ประสงค์ขอย้ายตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาเป็นไปในมาตรฐานเดียวกัน มีความโปร่งใส เป็นธรรม และสะท้อนผลการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม
6. เห็นชอบ การแก้ไขหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ตาม ว 18/2566)
สืบเนื่องจาก ก.ค.ศ. มีมติให้ระงับการใช้ระบบย้ายข้าราชการครู (Teacher Rotation System: TRS) เป็นการชั่วคราว และให้กลับมาใช้หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายตาม ว 18/2566 ไปพลางก่อนจนกว่าการพัฒนาระบบ TRS จะแล้วเสร็จ ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวกำหนดลำดับการพิจารณาย้ายโดยอาศัยความสอดคล้องของวิชาเอกกับความต้องการของสถานศึกษาเป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ ก.ค.ศ. ได้กำหนดแนวทางการบริหารอัตรากำลังผ่านระบบ SCS (ตาม ว ๑๒/๒5๖๗) ซึ่งมีผลใช้บังคับแล้วตั้งแต่วันที่ ๙ พฤษภาคม 2567 การพิจารณาสาขาวิชาเอกของผู้ขอย้ายจึงต้องคำนึงถึงข้อมูลกลุ่มวิชา ทาง หรือสาขาวิชาเอกที่ใช้ในการบรรจุและแต่งตั้ง รวมถึงรายวิชา สาขา หรือกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ผ่านการประเมินวิทยฐานะด้วย
เพื่อให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและส่วนราชการมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน เป็นมาตรฐานเดียวกันและสอดคล้องกับระบบบริหารอัตรากำลังที่ ก.ค.ศ. กำหนด จึงปรับแก้ไขหลักเกณฑ์การพิจารณาย้ายในข้อ 8.2.1 โดยให้พิจารณาผู้ขอย้ายจากกลุ่มวิชา ทาง หรือสาขาวิชาเอกที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้ง หรือที่ผ่านการประเมินวิทยฐานะ ซึ่งตรงตามความต้องการจำเป็นของสถานศึกษาเป็นลำดับแรก และพิจารณาผู้ที่มีประสบการณ์และปฏิบัติหน้าที่สอนในวิชาที่ว่างเป็นลำดับถัดไป
ทั้งนี้ การปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะช่วยให้การพิจารณาย้ายตำแหน่งครูมีความชัดเจน สอดคล้องกับระบบบริหารอัตรากำลังที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และสามารถใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศต่อไป
7. อนุมัติ ปรับปรุงการกำหนดกรอบอัตรากำลังคณาจารย์ในสถาบันการอาชีวศึกษาและสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จำนวน 265 อัตรา
สาระสำคัญของการปรับปรุงครั้งนี้ คือ การเปลี่ยนจากการกำหนดกรอบอัตรากำลังตามประเภทวิชาหรือสาขาวิชา มาเป็นการกำหนดกรอบอัตรากำลังในภาพรวมของแต่ละสถาบันตามจำนวนอัตราที่ได้รับอนุมัติ เพื่อให้การบริหารจัดการอัตรากำลังคณาจารย์มีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับบริบทการจัดการศึกษาในปัจจุบัน
การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยให้สถาบันการอาชีวศึกษาสามารถบริหารจัดการบุคลากรสายวิชาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรระดับปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ รวมถึงตอบสนองต่อความต้องการกำลังคนของภาคอุตสาหกรรมและตลาดแรงงานในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น
ทั้งนี้ การปรับปรุงกรอบอัตรากำลังดังกล่าวยังคงจำนวนอัตราเดิมที่ได้รับอนุมัติ ไม่ส่งผลกระทบต่องบประมาณภาครัฐ และเป็นไปตามแนวทางการบริหารกำลังคนภาครัฐ ตลอดจนสนับสนุนการยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาระดับปริญญาตรีให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศต่อไป
8. อนุมัติ แต่งตั้งประธานอนุกรรมการและอนุกรรมการ ใน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา แทนตำแหน่งที่ว่าง จำนวน 33 ตำแหน่ง




























กลุ่มประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่
สารสนเทศสำนักงาน ก.ค.ศ.
Ratchadamnoen Nok Road Dusit Bangkok 10300
Copyright © 2019 www.otepc.go.th

EN
TH