logo
Thai ไทย (ภาษาไทย)TH
ขนาดตัวอักษร :

Line vector logo icon set. Vector illustration facebook youtube otepc official feed

ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 12/2566

ก.ค.ศ. กคศ 12 66 1

          ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)  ครั้งที่ 12/2566 วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤศจิกายน 2566 โดยมี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม และมี รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นเลขานุการการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและมีมติที่สำคัญ ดังนี้

1. เห็นชอบหลักการและกรอบแนวคิดในการจัดทำ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

          สืบเนื่องจากที่สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้เล็งเห็นถึงปัญหาในกระบวนการยื่นคำร้องขอย้ายและการพิจารณาย้ายข้าราชการครูฯ ที่ยังคงใช้รูปแบบการพิจารณาเอกสารหลักฐานจำนวนมาก ครูต้องเดินทางไปยื่นคำร้องขอย้ายด้วยตนเองที่ต้นสังกัด ซึ่งทำให้เกิดการปัญหาการทิ้งห้องเรียนตามมา รวมถึงมีเสียงสะท้อนจากสังคมที่ชี้ว่ากระบวนการย้ายครูไม่โปร่งใสเท่าที่ควร ดังนั้น ก.ค.ศ. จึงได้ดำเนินการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายฯ ตำแหน่งครู ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.4/ว 18 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2566 (ว 18/2566) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 2567 โดยกำหนดให้มีการยื่นคำร้องขอย้ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และกำหนดให้ส่วนราชการกำหนดตัวชี้วัดให้เป็นปรนัยเพื่อลดการใช้ดุลพินิจ นอกจากนี้ยังถือเป็นการดำเนินการตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ เรื่อง “ครูและบุคลากรทางการศึกษาคืนถิ่น” ที่ต้องการให้เกิดเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบาย ให้ครูได้ย้ายกลับมาอยู่ที่ภูมิลำเนาด้วยกระบวนการที่โปร่งใส ไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง ดังนั้น เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายฯ บรรลุผล และเพื่อประโยชน์สูงสุดในการดำเนินการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ก.ค.ศ. จึงได้มีมติเห็นชอบหลักการและกรอบแนวคิดในการจัดทำ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยให้สำนักงาน ก.ค.ศ. เป็นผู้จัดทำระบบการย้ายทางอิเล็กทรอนิกส์ และให้นำความเห็นของที่ประชุมไปประกอบการพัฒนาหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ต่อไป

          ทั้งนี้ การพัฒนาหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ดังกล่าว จะทำให้กระบวนการย้ายมีความโปร่งใส เป็นธรรม มีตัวชี้วัดในการพิจารณาย้ายที่เป็นมาตรฐานเดียวกันและสอดคล้องกับบริบทของส่วนราชการ รวมทั้งข้าราชการครูจะมีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานที่ได้ย้ายกลับภูมิลำเนา เพื่อดูแลบิดามารดา หรือเพื่ออยู่ร่วมกับครอบครัว ลดภาระค่าใช้จ่ายและหนี้สิน สถานศึกษามีข้าราชการครูไปปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่องและสถานศึกษาได้ครูทันเปิดเทอม

2. เห็นชอบมอบหมายให้ เลขาธิการ ก.ค.ศ. เพื่อเป็นผู้แทนคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในคณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการขับเคลื่อนมาตรฐานทางจริยธรรม

3. รับทราบคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด กรณีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้มีผลงานดีเด่นที่ประสพผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์มีวิทยฐานะหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษและวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ทุกตำแหน่ง (ว 13/2556)

          จากการที่มีผู้ขอทบทวนมติ ก.ค.ศ. กรณีไม่มีคุณสมบัติเข้ารับการประเมินตามหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ว 13/2556 บางรายได้ยื่นฟ้อง ก.ค.ศ. ต่อศาลปกครอง ให้เพิกถอนมติ ก.ค.ศ. ที่ให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ไม่มีคุณสมบัติเข้ารับการประเมินตามหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ว 13/2556 และให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีคุณสมบัติเข้ารับการประเมินตามหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ว 13/2556 นั้น ขณะนี้ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้ยกฟ้องแล้ว จำนวน 2 ราย และวินิจฉัยว่า การพิจารณาของ ก.ค.ศ. เป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบด้วยหลักเกณฑ์และเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ซึ่งประเด็นที่ยื่นฟ้องเป็นประเด็นเดียวกันกับประเด็นที่ผู้ขอทบทวนส่วนใหญ่ นำไปยื่นฟ้อง ก.ค.ศ. ต่อศาลปกครอง ดังนั้น สำนักงาน ก.ค.ศ. จึงได้แจ้งคำพิพากษาดังกล่าว ให้ศาลปกครองทุกแห่งที่มีผู้นำประเด็นนี้ไปฟ้องคดี เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาคดีที่เหลืออยู่แล้ว

ก.ค.ศ. กคศ 12 66 3

LINE ALBUM 30112566 BE 231130 9

ก.ค.ศ. กคศ 12 66 2

LINE ALBUM 30112566 BE 231130 14

LINE ALBUM 30112566 BE 231130 7

LINE ALBUM 30112566 BE 231130 13

LINE ALBUM 30112566 BE 231130 24

S 3604573

LINE ALBUM 30112566 BE 231130 20

LINE ALBUM 30112566 BE 231130 25

LINE ALBUM 30112566 BE 231130 21

LINE ALBUM 30112566 BE 231130 22

LINE ALBUM 30112566 BE 231130 27

LINE ALBUM 30112566 BE 231130 23

LINE ALBUM 30112566 BE 231130 28

LINE ALBUM 30112566 BE 231130 30

LINE ALBUM 30112566 BE 231130 29

LINE ALBUM 30112566 BE 231130 31

LINE ALBUM 30112566 BE 231130 26

กลุ่มประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่

  • ฮิต: 26371

ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 11/2566

         01

       ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 11/2566 ในวันพุธที่ 25 ตุลาคม 2566 โดยมี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานการประชุม และมี รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นเลขานุการการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและมีมติที่สำคัญ คือ ที่ประชุมได้เห็นชอบแต่งตั้งอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน อ.ก.ค.ศ.วิสามัญ แทนตำแหน่งที่ว่างจำนวน 4 คณะ

          สืบเนื่องจาก ก.ค.ศ. ในคราวประชุมครั้งที่ 5/2564 เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2564 มีมติตั้ง อ.ก.ค.ศ. วิสามัญ เพื่อทำการใด ๆ แทน ก.ค.ศ. จำนวน 11 คณะ ประกอบด้วย

           1) อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับการพัฒนานโยบายและระบบบริหารงานบุคคล

           2) อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

           3) อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้

           4) อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

           5) อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

           6) อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2)

           7) อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

           8) อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับวินัยและการออกจากราชการ

           9) อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับการอุทธรณ์และการร้องทุกข์

         10) อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับการร้องทุกข์ และการร้องเรียนขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

          11) อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับการกำกับ ติดตาม และประเมินผลการบริหารงานบุคคล

          โดย อ.ก.ค.ศ. วิสามัญ แต่ละคณะ มีจำนวนไม่เกินสิบห้าคน ประกอบด้วย (1) ประธานอนุกรรมการ ซึ่งแต่งตั้งจากกรรมการใน ก.ค.ศ. เว้นแต่มีเหตุผลความจำเป็นอาจแต่งตั้งบุคคลอื่น
ที่ไม่เป็นกรรมการใน ก.ค.ศ. เป็นประธานอนุกรรมการก็ได้ (2) อนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนไม่เกินสิบเอ็ดคน ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์สูงในด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล ด้านการศึกษา ด้านกฎหมาย และด้านอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ อ.ก.ค.ศ. วิสามัญคณะนั้น (3) อนุกรรมการซึ่งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวนสองคน

          ซึ่งขณะนี้มีอนุกรรมการที่เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน อ.ก.ค.ศ. วิสามัญ จำนวน 4 คณะพ้นจากการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จึงทำให้เป็นผู้มีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด ส่งผลให้ต้องพ้นจากการเป็นอนุกรรมการฯ และทำให้ตำแหน่งอนุกรรมการว่างลงก่อนครบวาระ ในการนี้ ก.ค.ศ. จึงได้พิจารณาเลือกข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ส่วนราชการเสนอชื่อฯ เพื่อแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ใน อ.ก.ค.ศ. วิสามัญ แทนตำแหน่งที่ว่าง จำนวน 4 คณะ ๆ ละ 1 คน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการต่าง ๆ ในด้านการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต่อไป

         นอกจากนี้ที่ประชุมได้รับทราบผลการวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีการดำเนินการคัดเลือก ผอ.สพท. รายละเอียดดังนี้

          จากกรณีที่มีการร้องเรียนในประเด็นที่คณะกรรมการสรรหาฯ ได้มีประกาศแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผอ.สพท. สังกัด สพฐ. ซึ่งเหตุเกิดจากการที่มหาวิทยาลัยสวนดุสิตประมวลผลคะแนน ภาค ค การสัมภาษณ์ ผิดพลาดทำให้คะแนนรวมของผู้เข้ารับการคัดเลือกทุกรายคลาดเคลื่อน ส่งผลต่อลำดับที่ของผู้เข้ารับการคัดเลือกมีการเปลี่ยนแปลง และมีผู้ได้รับผลกระทบจากประกาศดังกล่าว โดยมีการร้องเรียนไปยังผู้ตรวจการแผ่นดินใน 2 ประเด็น ได้แก่ การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่ง ผอ.สพท. กรณีประกาศ แก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผอ.สพท. สังกัด สพฐ. โดยมิชอบ และประเด็นการปฏิบัติหน้าที่ของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต กรณีประมวลผลคะแนนคลาดเคลื่อนส่งผลให้ลำดับของผู้ได้รับการคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผอ.สพท. เปลี่ยนแปลง ทำให้ผู้ที่ได้รับคัดเลือกดังกล่าวได้รับความเสียหาย นั้น

          ผู้ตรวจการแผ่นดินได้แจ้งผลการวินิจฉัยแก่ผู้ร้องเรียนหลังจากพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยในประเด็นแรก การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาฯ นั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัยว่า สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ และคณะกรรมการตรวจสอบความเสียหายในเรื่องดังกล่าวแล้วได้รับรายงานจากมหาวิทยาลัยสวนดุสิตว่า เกิดความผิดพลาดจากการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการดึงข้อมูล และมหาวิทยาลัยสวนดุสิตก็ได้ดำเนินการแก้ไขข้อผิดพลาดแล้ว คณะกรรมการสรรหาฯ จึงมีประกาศแก้ไขบัญชีรายชื่อฯ โดยระบุใจความสำคัญว่า “กรณีมหาวิทยาลัยสวนดุสิตดำเนินการประมวลผลผิดพลาดคลาดเคลื่อน มิได้มีสาเหตุมาจากการทุจริตหรือการดำเนินการส่อไปในทางไม่สุจริต” จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าสำนักงาน ก.ค.ศ. โดยคณะกรรมการสรรหาฯ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือปฏิบัตินอกเหนือหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย

          สำหรับประเด็นที่สอง ผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัยว่า การปฏิบัติหน้าที่ของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต เมื่อมหาวิทยาลัยสวนดุสิตได้ตรวจสอบและพบความผิดพลาดจากการประมวลผลคะแนนแล้ว ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลผลการสอบทั้ง 3 ภาคใหม่ทั้งระบบซึ่งไม่พบการผิดพลาดในส่วนอื่น และได้ดำเนินการแก้ไขและส่งมอบผลการประเมินที่ถูกต้องพร้อมบัญชีรายชื่อที่จัดลำดับผู้ได้รับการคัดเลือกใหม่ และรายงานการแก้ไขปัญหาให้สำนักงาน ก.ค.ศ. รวมทั้งมหาวิทยาลัยสวนดุสิตได้มีแถลงการณ์ความผิดพลาดดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นการแสดงข้อเท็จจริงของความผิดพลาดต่อสาธารณชนแล้ว จึงยังไม่อาจรับฟังว่ามหาวิทยาลัยสวนดุสิตไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือปฏิบัตินอกเหนือหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย ดังนั้น ปัญหาคำร้องเรียนทั้งสองประเด็นจึงเป็นเรื่องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่รับไว้พิจารณา ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงวินิจฉัยยุติเรื่องร้องเรียน

 02

03

04

05

06

07

08

09

10

11

12

13

14

15

 

 

กลุ่มประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่

 

 

 

 

  • ฮิต: 3345

ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 9/2566

 

   1

         ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)  ครั้งที่ 9/2566 วันพฤหัสบดีที่ 24 สิงหาคม 2566 โดยมีนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม และมี รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นเลขานุการการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและมีมติที่สำคัญ ดังนี้

1. เห็นชอบ (ร่าง) ระเบียบ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการรายงานเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยและการออกจากราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ....

          ก.ค.ศ. พิจารณาเห็นว่า ระเบียบ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการรายงานเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยและการออกจากราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2561 ได้บังคับใช้มาระยะหนึ่งแล้ว ไม่สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลง ไม่เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน จึงเห็นสมควรให้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าวเพื่อให้สอดคล้องกับความเหมาะสมและเพื่อความมีประสิทธิภาพ โดยสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

          1. กำหนดขั้นตอนการรายงานการดำเนินการทางวินัยการและการรายงานการสั่งให้ออกจากราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดเขตพื้นที่การศึกษาและมิได้สังกัดเขตพื้นที่การศึกษา รวมถึงข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดสถานศึกษาที่สอนระดับปริญญา โดยยกเลิกคำนิยามและอำนาจหน้าที่ของปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือปลัดกระทรวงอื่นที่มีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่รวมถึงปลัดกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับการรายงานการดำเนินการทางวินัยตามระเบียบนี้ออก เนื่องจากหน่วยงานการศึกษาที่สังกัดปลัดกระทรวงดังกล่าว เช่น สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ปัจจุบันมีพระราชบัญญัติจัดตั้งแล้วและมีองค์กรการบริหารงานบุคคลของตนเองแล้ว คือ สภามหาวิทยาลัย/สภาสถาบันทำหน้าที่ออกข้อบังคับการบริหารงานบุคคลและดำเนอนการบริหารงานบุคคล

          2. กำหนดระยะเวลาการดำเนินการซึ่งเกี่ยวข้องกับการรายงานการดำเนินการทางวินัยและการสั่งให้ออกจากราชการ

          3. กำหนดวิธีการและเอกสารประกอบการรายงานการดำเนินการทางวินัยและการให้ออกจากราชการของผู้บังคับบัญชา หรือผู้มีอำนาจตามมาตรา 53 แล้วแต่กรณี อาจกระทำได้โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์โดยมีรายการตามเอกสารตามรายการแนบท้ายระเบียบ    

2. เห็นชอบ การแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย

          ตามที่ ก.ค.ศ. ได้ประกาศใช้หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ
(ว7/2564) ต่อมาพบว่าเกิดประเด็นปัญหาในทางปฏิบัติเกี่ยวกับการกำหนดสัดส่วนตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาที่จะรับย้ายแล้วใช้การแต่งตั้งจากบัญชีผู้ได้รับการคัดเลือก ดังนั้น เพื่อให้การบริหารอัตรากำลังที่ว่างหรือตำแหน่งที่คาดว่าจะว่างจากการเกษียณอายุราชการเพื่อให้สถานศึกษามีผู้บริหารสถานศึกษาเข้ามาจัดการและพัฒนาคุณภาพได้ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ คือ วันที่ 1 ตุลาคม ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารอัตรากำลังผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการและโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยเป็นไปอย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ จึงมีมติให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ว7/2564 และ ว18/2563 ดังนี้

         1. หลักเกณฑ์และวิธีการย้าย (ว7/2564) และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ ง. จำนวน 3 ประเด็น ดังนี้

            1) ข้อ (1) กำหนดให้นำตำแหน่งที่คาดว่าจะว่างจากการเกษียณอายุราชการ มากำหนดสัดส่วนรวมกับตำแหน่งว่างในปัจจุบันได้ โดยมีเงื่อนไขว่า "ตำแหน่งที่คาดว่าจะว่างจากการเกษียณอายุราชการนั้นต้องเป็นตำแหน่งที่ไม่มีเงื่อนไขการใช้ตำแหน่งและคาดว่าจะได้รับจัดสรรคืนจากคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.)"

           2) ข้อ (4) การกำหนดสัดส่วนกรณีมีตำแหน่งว่างเกิดขึ้นภายหลัง เห็นควรเพิ่มเติมข้อความให้ชัดเจน “(4) กรณีมีตำแหน่งว่างเกิดขึ้นภายหลังจากที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ แล้วแต่กรณี ได้พิจารณากำหนดสัดส่วนหรือพิจารณาย้ายเสร็จสิ้นแล้ว (เช่น ลาออก เปลี่ยนตำแหน่ง ย้ายไปต่างเขตพื้นที่การศึกษา ย้ายกรณีอื่น ฯลฯ) ให้นำไปดำเนินการตามข้อ (1) ข้อ (2) และหรือข้อ (3) ใหม่ ทั้งนี้ ไม่รวมถึงตำแหน่งที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ แล้วแต่กรณี ได้กำหนดสัดส่วนที่จะใช้ในการรับย้าย หรือจะใช้ในการบรรจุและแต่งตั้งจากบัญชีผู้ได้รับการคัดเลือกหรือจะใช้สำหรับการคัดเลือกที่กำหนดไว้เดิมแล้ว”

           3) การย้ายสังกัดส่วนราชการอื่น หากกำหนดให้มีการกำหนดสัดส่วน และประสงค์จะนำตำแหน่งที่คาดว่าจะว่างเนื่องจากการเกษียณอายุราชการมากำหนดสัดส่วนด้วย ต้องเพิ่มเติมเงื่อนไขการใช้ตำแหน่งว่า “ตำแหน่งที่คาดว่าจะว่างจากการเกษียณอายุราชการนั้น ต้องเป็นตำแหน่งที่ไม่มีเงื่อนไขการใช้ตำแหน่งและคาดว่าจะได้รับจัดสรรคืนจากคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.)”

                    บทเฉพาะกาล 

                    1. กรณี อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษหรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง แล้วแต่กรณี มีตำแหน่งที่คาดว่าจะว่างจากการเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2566 และยังไม่ได้นำมากำหนดสัดส่วนเพื่อจะใช้ในการรับย้ายและใช้ในการบรรจุและแต่งตั้งจากบัญชีผู้ได้รับการคัดเลือกหรือจะใช้สำหรับการคัดเลือก ให้ดำเนินการตามข้อ ง. ของการแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย เพื่อใช้ในการพิจารณาย้ายครั้งแรกภายในวันที่ 30 กันยายน 2566 และให้มีผลไม่ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2566

                   2. ผู้ขอย้ายที่ยื่นคำร้องขอย้ายประจำปี พ.ศ. 2566 ระหว่างวันที่ 1 - 15 กรกฎาคม 2566 ไปแล้วและอ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้งแล้วแต่กรณี มีการกำหนดสัดส่วนตำแหน่งว่างกรณีตามข้อ 1 เพิ่มเติม หากผู้ขอย้ายที่ยื่นคำร้องขอย้ายประจำปี มีความประสงค์จะขอย้ายไปดำรงตำแหน่งในสถาศึกษาดังกล่าว สามารถทำบันทึกแจ้งความประสงค์ขอย้ายไปดำรงตำแหน่งในสถานศึกษาดังกล่าวได้ ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2566

                       ทั้งนี้ หาก อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง แล้วแต่กรณี ได้นำตำแหน่งที่คาดว่าจะว่างจากการเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2566 ไปกำหนดสัดส่วนเพื่อจะใช้ในการรับย้ายและใช้ในการบรรจุและแต่งตั้งจากบัญชีผู้ได้รับการคัดเลือกหรือจะใช้สำหรับการคัดเลือกแล้ว ให้ถือว่าเป็นการดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนดแล้ว”

          2. หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยและที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้กำหนดให้ใช้การย้ายกรณีเพื่อประโยชน์ของทางราชการ โดยให้มีการกำหนดสัดส่วนตำแหน่งว่างเช่นเดียวกับการย้ายกรณีปกติ ทำให้ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ไม่สามารถนำตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยที่คาดว่าจะว่าง มากำหนดสัดส่วนได้ ประกอบกับการย้ายเพื่อประโยชน์ของทางราชการ ในหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ตาม
ว 7/2564 ซึ่งใช้กับทุกส่วนราชการ มิได้กำหนดให้มีการกำหนดสัดส่วนตำแหน่งว่างเพราะเห็นว่าการย้ายเพื่อประโยชน์ของทางราชการต้องมีความรวดเร็วและสามารถดำเนินการได้ทันทีนำมาซึ่งประโยชน์ที่ทางราชการจะได้รับสูงสุด ดังนั้น ควรปรับแก้หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายฯ ในข้อ ง. และข้อ จ. เป็นดังนี้

             “ข้อ ง. การใช้ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพื่อใช้ในการรับย้ายและการบรรจุและแต่งตั้งจากบัญชีผู้ได้รับการคัดเลือกหรือใช้สำหรับการคัดเลือก

              ให้ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา พิจารณาใช้ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ในการรับย้ายก่อน หากไม่มีผู้บริหารสถานศึกษาที่จะรับย้ายกรณีเพื่อพัฒนาหรือยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา พิจารณาใช้ตำแหน่งดังกล่าวในการบรรจุและแต่งตั้งจากบัญชีผู้ได้รับคัดเลือก ทั้งนี้ กรณีไม่มีบัญชีผู้ได้รับคัดเลือกให้ใช้ตำแหน่งว่างดังกล่าวสำหรับการคัดเลือก”

             ข้อ จ. การประกาศตำแหน่งที่ใช้ในการรับย้าย

             ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาประกาศตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยที่ว่างอยู่ หรือตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยที่คาดว่าจะว่าง ให้ทราบโดยทั่วกัน เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 วัน โดยระบุรายละเอียดกำหนดการที่ให้ผู้บริหารสถานศึกษาแสดงความประสงค์จะย้าย พร้อมทั้ง คุณสมบัติ องค์ประกอบและรายละเอียดตัวขี้วัดในการประเมินศักยภาพผู้ที่จะได้รับการพิจารณาย้าย เกณฑ์การพิจารณาและเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด

3. เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการนำบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีหนึ่งไปขึ้นบัญชีเป็นผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีอื่น ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน

          ตามที่ ก.ค.ศ. ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ด่วนที่สุด ที่ ศธ 0206.6/ว 14 ลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2566 ข้อ 12 กำหนดว่า “การนำบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีหนึ่งไปขึ้นบัญชีเป็นผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีอื่น ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด” ก.ค.ศ. จึงได้จัดทำ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการนำบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีหนึ่งไปขึ้นบัญชีเป็นผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีอื่น ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐานขึ้น เพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐานสามารถนำบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีของสำนักงานเขตพื้นที่ใกล้เคียงไปเรียกบรรจุครูผู้ช่วยได้ในกรณีที่สำนักงานเขตพื้นที่ของตนไม่มีผู้สอบได้หรือไม่มีการขึ้นบัญชีไว้ ทั้งนี้ เพื่อให้สถานศึกษามีครูปฏิบัติหน้าที่เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนครู รวมทั้งหลักเกณฑ์และวิธีการนี้ได้ปรับให้มีระยะเวลาการดำเนินการที่รวดเร็วขึ้น และเป็นไปตามระเบียบและหลักธรรมาภิบาล โดยคำนึงถึงประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ ซึ่ง (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการฯ ดังกล่าว สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

          1. หลักเกณฑ์และวิธีการนี้ใช้สำหรับการขอใช้บัญชีเฉพาะสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

          2. การขอใช้บัญชี

                   2.1 หลักการการขอใช้บัญชีสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้ขอรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ในกลุ่มวิชา หรือทาง หรือสาขาวิชาเอกที่จะบรรจุและแต่งตั้งจากบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาที่ใกล้เคียงที่สุด โดยพิจารณาจากระยะทางที่ตั้งระหว่างสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

                   2.2 การขอใช้บัญชีสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ให้ขอรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ในกลุ่มวิชา หรือทาง หรือสาขาวิชาเอก ที่จะบรรจุและแต่งตั้งจากบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ใกล้เคียงที่สุดก่อน โดยพิจารณาจากระยะทางระหว่างที่ตั้งของสถานศึกษาที่จะบรรจุและแต่งตั้งกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่มีบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ หากไม่มีบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ในกลุ่มวิชา หรือทาง หรือสาขาวิชาเอกที่ขอ ให้ขอจากบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ของ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง

          3. การดำเนินการขอใช้บัญชี

                   3.1 เมื่อมีตำแหน่งว่าง ผู้ขอใช้บัญชีจะต้องเสนอข้อมูลจำนวนตำแหน่งว่างในกลุ่มวิชา หรือทาง หรือสาขาวิชาเอกที่ประสงค์ขอใช้บัญชี และข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ในกลุ่มวิชาฯ ที่ประสงค์ขอใช้ ให้ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. สำนักบริหารการศึกษาพิเศษ แล้วแต่กรณี พิจารณา

                   3.2 เมื่อผู้สอบแข่งขันได้รายใดที่ได้รับการประกาศรายชื่อเป็นผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีของผู้ขอใช้บัญชีแล้ว จะถูกยกเลิกการขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีเดิม

                   3.3 กรณีเมื่อผู้สอบแข่งขันได้รายใดที่สมัครใจและได้รับการประกาศรายชื่อเป็นผู้สอบแข่งขันได้ของผู้ขอใช้บัญชีแล้ว หากไม่ไปรายงานตัวตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนด หรือขอสละสิทธิ์การบรรจุและแต่งตั้งเป็นลายลักษณ์อักษร หรือไม่อาจรับการบรรจุและแต่งตั้งตามวันที่กำหนดได้ ให้ถือว่าผู้สอบแข่งขันได้รายนั้นสละสิทธิ์การบรรจุและแต่งตั้ง และจะถูกยกเลิกการขึ้นบัญชีเป็นผู้สอบแข่งขันได้ทั้งบัญชีเดิมตามประกาศของผู้ขอใช้บัญชี

                   3.4 เมื่อบรรจุและแต่งตั้งสอบแข่งขันได้แล้ว สถานศึกษาที่รับการบรรจุและแต่งตั้งจะต้องมีอัตรากำลังสายางานการสอน ไม่เกินเกณฑ์อัตรากำลังที่ ก.ค.ศ. กำหนด

          4. การนำบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีหนึ่งไปขึ้นบัญชีเป็นผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีอื่นให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน

4. อนุมัติ การจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 จำนวนทั้งสิ้น 16,019 อัตรา ดังนี้

           - สังกัดสำนักงานปลัด กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 106 อัตรา

           - สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จำนวน 5 อัตรา

           - สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 15,194 อัตรา

           - สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จำนวน 539 อัตรา

           - สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ จำนวน 175 อัตรา

          ทั้งนี้ ให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ สงวนอัตราตำแหน่งครูผู้ช่วยที่ได้รับจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการฯ เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 จำนวน 3,938 อัตรา จำนวน 183 อัตรา และจำนวน 8 อัตรา ตามลำดับ เพื่อรองรับการบรรจุบุคคลตามโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ตามมติ ครม. และที่ประชุมกระทรวงศึกษาธิการโดยให้เป็นไปตามข้อตกลงของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมกับส่วนราชการนั้น ๆ

.............................................

 

2

3

4

5

8

6

6 1

7

9

10

12

13

14

15

16

16 1

17

18

19

20

21

22

กลุ่มประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่

 

 

  • ฮิต: 17179

ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 10/2566

01

          ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)  ครั้งที่ 10/2566 วันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน 2566  โดยมี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม และมี รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นเลขานุการการประชุมซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและมีมติที่สำคัญ ดังนี้

1. อนุมัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเลื่อนเป็นวิทยฐานะผู้อำนวยการเชี่ยวชาญพิเศษ
         รายนายศุภกฤต ดิษฐสุวรรณ ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษาวิทยฐานะผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการสุวรรณภูมิ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2

2. อนุมัติใช้กรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (เดิม) เป็นของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ไปพลางก่อนเพื่อประโยชน์ในการเบิกจ่ายเงินเดือน
          สืบเนื่องจากการที่สำนักงาน กศน. ได้เปลี่ยนสถานะไปเป็นกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) โดยได้โอนบรรดากิจการ อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน งบประมาณ สิทธิ หนี้และภาระผูกพัน รวมถึงข้าราชการ ที่อยู่ก่อนวันที่ พรบ. ใช้บังคับ และให้มีสิทธิได้รับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เงินวิทยฐานะ และประโยชน์ตอบแทนอื่นไม่น้อยกว่าที่เคยได้รับอยู่เดิม นั้น ปัจจุบันกรมส่งเสริมการเรียนรู้มีตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีอัตราเงินเดือน (ตำแหน่งที่มีคนครอง + ตำแหน่งว่าง) จำนวน 4,598 อัตรา และขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการและกรอบอัตรากำลัง ทำให้ยังไม่มีกรอบอัตรากำลังฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบในการเบิกจ่ายเงินเดือน เงินวิทยฐานะจากระบบจ่ายตรงของกรมบัญชีกลาง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป

          ดังนั้น เพื่อมิให้ข้าราชการสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้รับผลกระทบในการได้รับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เงินวิทยฐานะ และประโยชน์ตอบแทนอื่น ก.ค.ศ.จึงเห็นควรพิจารณาอนุมัติให้กรมส่งเสริมการเรียนรู้ใช้กรอบอัตรากำลังของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของสำนักงาน กศน. (เดิม) ประกอบด้วย ตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ตำแหน่งครู ตำแหน่งศึกษานิเทศก์ และตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) จำนวน 4,598 อัตรา ไปพลางก่อน จนกว่าจะมีประกาศกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ

3. อนุมัติขยายเวลาการดำรงตำแหน่งของผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัจจุบันต่อไปอีก เป็นระยะเวลา 1 ปี กรณีครบระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง4 ปี จำนวน 8 ราย

4. อนุมัติย้ายและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้ดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะเดิม ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งใหม่ จำนวน 84 ราย

5. อนุมัติบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ได้รับการคัดเลือกฯ ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 59 ราย

6. อนุมัติย้ายและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้ดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะเดิม ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งใหม่ จำนวน 131 ราย

7. อนุมัติบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ได้รับคัดเลือกฯ ให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 93 ราย

02

03

04

05

06

07

08

09

10

011

11

12

13

14

15

16

24

17

18

19

20

 

 

กลุ่มประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่

  • ฮิต: 39775

ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 9/2565

          1

          ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)  ครั้งที่ 9/2565 วันพุธที่ 21 กันยายน 2565  โดยมีนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม และมี รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นเลขานุการการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและมีมติที่สำคัญ ดังนี้

          1. เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษเพื่อใช้เป็นเงื่อนไขในการลดระยะเวลาการขอมีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะสำหรับสายงานการสอน และสายงานบริหารสถานศึกษา

          สืบเนื่องจาก ก.ค.ศ. ในคราวประชุมครั้งที่ 5/2565 เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2565 มีมติมอบสำนักงาน ก.ค.ศ. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษฯ เพื่อนำไปใช้ในการลดระยะเวลาตามเงื่อนไขคุณสมบัติเฉพาะสำหรับผู้ขอมีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะ (ว 4/2564) ถือเป็น
การสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ยากลำบาก ซึ่ง ก.ค.ศ. พิจารณาแล้วเห็นว่า การกำหนดสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษตามหลักเกณฑ์นี้โดยให้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

          กลุ่ม 1 สถานศึกษาที่ได้รับการประกาศเป็นสำนักงานในพื้นที่พิเศษตามประกาศกระทรวงการคลัง

          กลุ่ม 2 สถานศึกษาในพื้นที่พิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา (เฉพาะพื้นที่อำเภอเทพา สะบ้าย้อย นาทวี และจะนะ)

           กลุ่ม 3 เหตุอื่นที่ ก.ค.ศ. กำหนด คือ “สถานศึกษาที่มีความยากลำบากของการคมนาคมและมีความยุ่งยากในการบริหารจัดการศึกษา โดยต้องเข้าเงื่อนไข ดังนี้

          ความยากลำบากของการคมนาคม (ข้อใดข้อหนึ่ง) คือ เป็นสถานศึกษาที่อยู่ในพื้นที่สูง หรือ พื้นที่เกาะ หรือ พื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร ประกอบกับความยุ่งยากในการบริหารจัดการศึกษา (ข้อใดข้อหนึ่ง) คือ เป็นสถานศึกษาที่มีโรงเรียนสาขาหรือห้องเรียนสาขา หรือ มีศูนย์ชุมชนชาวไทย “แม่ฟ้าหลวง” หรือ มีนักเรียนพักนอน (ไม่ใช่ลักษณะโรงเรียนประจำ) หรือ มีกลุ่มชาติพันธุ์ หรือ มีความขาดแคลนสาธารณูปโภค

          โดยหลังจากนี้ ก.ค.ศ. จะประกาศรายชื่อสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษ ประจำปี 2565 จำนวน 3,490 แห่ง (สังกัด สพฐ. 2,633 แห่ง กศน. 842 แห่ง และ สอศ. 15 แห่ง) พร้อมทั้งนำข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่ระบบ DPA เพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสามารถใช้เงื่อนไขสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษมามาลดระยะเวลาจาก 4 ปี เหลือ 3 ปี ในวันที่ 1 ตุลาคม 2565 นี้

 

          2. เห็นชอบ แนวทางการดำเนินการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา มีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะผ่านระบบประเมินวิทยฐานะดิจิทัล ในช่วงเปลี่ยนผ่านของการกำหนดให้มี อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา

          สืบเนื่องจากที่รัฐสภาลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 19/2560 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2565 ซึ่งจะต้องโอนอำนาจการบริหารงานบุคคลจาก กศจ. ไปยัง อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา จึงกระทบต่อโครงสร้างของระบบ DPA ที่ออกแบบไว้ ซึ่งเดิม กศจ. เป็นผู้มีอำนาจในการอนุมัติผลการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะ แต่เมื่อ พรบ. ดังกล่าวประกาศใช้ อำนาจส่วนนี้จะไปอยู่ที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ ดังนั้น ก.ค.ศ. จึงได้วางแนวทางในการดำเนินการเพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด สพม. และ สพป. สามารถดำเนินการในการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะผ่านระบบ DPA ได้โดยไม่กระทบสิทธิ์ ตั้งแต่วันที่ระบบจะเปิดใช่อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม 2565 นี้ โดยแนวทางในการดำเนินการเรื่องนี้นั้น สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้กำหนดให้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ส่วนราชการ และสถานศึกษาทั่วประเทศ เข้ามาลงทะเบียนผู้ดูแลระบบ DPA ภายในวันที่  30 กันยายน 2565 โดยเมื่อระบบ DPA เปิดใช้งานในวันที่ 1 ตุลาคม 2565 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกสังกัด สามารถส่งคำขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะเข้ามาในระบบ DPA ได้ตามปกติ ซึ่งทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจะทำการส่งคำขอ และตรวจสอบคุณสมบัติตามที่ได้ออกแบบโครงสร้างการดำเนินการไว้ ซึ่งระหว่างนี้ทีมพัฒนาระบบจะปรับปรุงระบบ DPA เพื่อให้รองรับอำนาจของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ และเมื่อมีการแต่งตั้ง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่เรียบร้อยแล้ว ระบบก็จะสามารถดำเนินการต่อโดยโอนอำนาจจาก กศจ. ไปให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่พิจารณาอนุมัติและออกคำสั่งในการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะได้เต็มรูปแบบ

          ทั้งนี้ กรณีของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด สอศ. กศน. สศศ. และ สป. สามารถดำเนินการตามระบบ DPA ได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565

 

          3. อนุมัติ การกำหนดกรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค. (2) ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาที่กำหนดใหม่

          จากที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดและแก้ไขเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเพิ่มขึ้น 20 แห่ง ทำให้ปัจจุบันมีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รวม 245 เขต นั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ขอกำหนดกรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค. (2) ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาที่กำหนดใหม่ เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการและส่งเสริมการจัดการศึกษาของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและในภาพรวมของ สพฐ. โดยขอให้ ก.ค.ศ. พิจารณาอนุมัติการกำหนดกรอบอัตรากำลังดังกล่าว
สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

          1. ให้ยุบเลิกตำแหน่งรองผู้อานวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวม 203 ตำแหน่ง

          2. ให้ตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนตามตัวผู้ดำรงตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอื่นมากำหนดเป็นตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาที่กำหนดใหม่เป็นการชั่วคราว จำนวน 162 ตำแหน่ง/ราย

          3. ให้กำหนดกรอบอัตรากาลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาที่กำหนดใหม่ เป็นการชั่วคราว จำนวน 20 เขต รวม 491 ตำแหน่ง

          4. ให้กำหนดตำแหน่งและอัตราเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาที่กำหนดใหม่ เป็นการชั่วคราว จำนวน 20 เขต รวม 491 ตำแหน่ง

          นอกจากนี้ได้อนุมัติแนวทางการจัดบุคลากรลงกรอบอัตรากาลังที่ ก.ค.ศ. กำหนดใหม่ โดยให้ตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนไปตั้งจ่ายในตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) โดยแต่งตั้งบุคคลไปดำารงตำแหน่งในตำแหน่งเดิม ระดับเดิม ตามกรอบอัตรากำลัง ที่ ก.ค.ศ. กำหนดใหม่ ทั้งนี้ ต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งที่จะแต่งตั้ง และเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด

 

          4. เห็นชอบ การขออนุมัติปรับปรุงเกณฑ์มาตรฐานวิชาเอกที่กำหนดให้มีในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

          สืบเนื่องจากที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขอปรับปรุงเกณฑ์มาตรฐานวิชาเอกที่กำหนดให้มีในสถานศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามเกณฑ์อัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ว 23/2563) เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารอัตรากำลังสายงานการสอนในสถานศึกษา และเพื่อให้สถานศึกษามีครูครบชั้น ครบวิชา ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานศึกษาขนาดเล็กที่จะมีครูครบทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ อันจะส่งผลให้ผู้เรียนมีความสามารถในการเรียนรู้ สามารถอ่านออกเขียนได้ (Literacy) และมีทักษะในการคิดวิเคราะห์และคำนวณ (Numeracy) รวมทั้งจะสามารถพัฒนาผู้เรียนได้ครบทั้ง 4 ด้าน (4H) คือ ด้านการคิดวิเคราะห์ (Head) ด้านจิตใจและค่านิยม (Heart) ด้านทักษะการทำงาน (Hands) และมีสุขภาพอนามัยที่ดี (Health)

          ก.ค.ศ. พิจารณาแล้วว่าเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการบริหารอัตรากำลังดังกล่าว จึงเห็นชอบให้มีการปรับปรุงเกณฑ์มาตรฐานวิชาเอกที่กำหนดให้มีในสถานศึกษา สังกัด สพฐ. โดยสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

          1. ให้ปรับแก้ไขสาขาวิชาเอกในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ให้ถูกต้องตามคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ 921/2561 สั่ง ณ วันที่ 3 พฤษภาคม 2561 ซึ่งส่งผลให้สถานศึกษาทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา สามารถกำหนดให้มีจำนวนครูในการจัดการเรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับโครงสร้างเวลาเรียนขั้นพื้นฐานได้อย่างเหมาะสมต่อไป

          2. ให้ปรับจำนวนอัตราครูขั้นต่ำในเกณฑ์มาตรฐานวิชาเอกระดับมัธยมศึกษาเพื่อให้สถานศึกษาเกิดความยืดหยุ่นต่อการจัดครูของสถานศึกษาที่เป็นไปตามความต้องการตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานและหลักสูตรสถานศึกษาตามความต้องการจำเป็น

          3. เพิ่มความคล่องตัวในการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูในสถานศึกษา โดยการปลดล็อค เรื่อง การเรียงลำดับครูตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาเอกระดับประถมศึกษา แต่สถานศึกษายังคงได้ครูครบวิชา ซึ่งเป็นไปตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 และหลักสูตรสถานศึกษา

          ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารอัตรากำลังสายงานการสอนในสถานศึกษา สังกัด สพฐ. ต่อไป

 

          5. อนุมัติ การจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2565จำนวนทั้งสิ้น 18,546 อัตรา ดังนี้

          - สังกัดสำนักงานปลัด กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 141 อัตรา

          - สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จำนวน 163 อัตรา

          - สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จำนวน 2 อัตรา

          - สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 17,548 อัตรา

          - สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จำนวน 692 อัตรา

          ทั้งนี้ ให้สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สงวนอัตราว่างจากโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ที่ได้รับการจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการฯ เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 จำนวน 6 อัตรา จำนวน 4,576 อัตรา และจำนวน 228 อัตรา ตามลำดับเพื่อรองรับการบรรจุบุคคลตามโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ตามมติ ครม. และที่ประชุมกระทรวงศึกษาธิการ โดยให้เป็นไปตามข้อตกลงของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กับส่วนราชการนั้น ๆ

 

          7. อนุมัติ ขยายเวลาการดำรงตำแหน่งของผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัจจุบันต่อไปอีก เป็นระยะเวลา 1 ปี กรณีครบระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 4 ปี จำนวน 4 ราย

 

          8. อนุมัติ การย้ายและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้ดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะเดิม ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งใหม่ จำนวน 75 ราย

 

          9. อนุมัติ บรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 77 ราย

 2

3

4

5

5 1

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

 

 

 

กลุ่มประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่ สำนักงาน ก.ค.ศ.

  • ฮิต: 20270

สารสนเทศสำนักงาน ก.ค.ศ.



footer logo

สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก ดุสิต กทม. 10300

Ribbon