logo
Thai ไทย (ภาษาไทย)TH
ขนาดตัวอักษร :

Line vector logo icon set. Vector illustration facebook youtube otepc official feed

ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 11/2564


1

2

        ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 11/2564 วันพฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม 2564 โดยมีนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม และมี รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นเลขานุการการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและมีมติที่สำคัญ ดังนี้

1. เห็นชอบ (ร่าง) การกำหนดตำแหน่งอย่างอื่นที่ ก.ค.ศ. เทียบเท่า สำหรับตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2)

          ตามที่สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้จัดทำมาตรฐานตำแหน่งทุกตำแหน่งใหม่ให้จำแนกตำแหน่งเป็นประเภท และสายงานตามลักษณะงาน และจัดตำแหน่งในประเภทและสายงานที่มีลักษณะงานอย่างเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันให้อยู่ในตำแหน่งประเภทหรือสายงานเดียวกันหรือโดยประมาณเป็นกลุ่มเดียวกัน โดยแสดงชื่อตำแหน่งหน้าที่และความรับผิดชอบของตำแหน่ง ลักษณะงานที่ปฏิบัติ และคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งของผู้ที่ดำรงตำแหน่งนั้นเพื่อให้การดำเนินงานด้านการบริหารงานบุคคลเป็นไปอย่างครอบคลุมและไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ก.ค.ศ. จึงได้ปรับแนวทางการเทียบตำแหน่งโดยพิจารณาจากหน้าที่ความรับผิดชอบของตำแหน่งที่ดำรงอยู่
ตามมาตรฐานตำแหน่งที่ ก.ค.ศ. กำหนด และให้เป็นรูปแบบเดียวกันกับการกำหนดตำแหน่งอย่างอื่นที่ ก.ค.ศ. เทียบเท่าตามมาตรฐานตำแหน่ง และมาตรฐานวิทยฐานะ โดย (ร่าง) การกำหนดตำแหน่งอย่างอื่นที่ ก.ค.ศ. เทียบเท่า สำหรับตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

     1. ตำแหน่งที่เทียบเท่าตำแหน่งประเภทอำนวยการ ระดับสูง ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษา วิทยฐานะผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด และผู้อำนวยการสำนักงาน กศน. จังหวัด/กรุงเทพมหานคร

     2. ตำแหน่งที่เทียบเท่าตำแหน่งประเภทอำนวยการ ระดับต้น ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษา วิทยฐานะผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนอำเภอ รองผู้อำนวยการสำนักงานาเขตพื้นที่การศึกษารองผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด และรองผู้อำนวยการสำนักงาน กศน. จังหวัด/กรุงเทพมหานคร

     3. ตำแหน่งที่เทียบเท่าตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับเชี่ยวชาญ ได้แก่ ตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประเภท ก. ข. และ ค. (1) ที่มีวิทยฐานะเชี่ยวชาญ

     4. ตำแหน่งที่เทียบเท่าตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับชำนาญกำรพิเศษ ได้แก่ ตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประเภท ก. ข. และ ค. (1) ที่มีวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ

     5. ตำแหน่งที่เทียบเท่าตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการ ได้แก่ ตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประเภท ก. ข. และ ค. (1) ที่มีวิทยฐานะชำนาญการ

     ทั้งนี้ ให้ยกเลิกการกำหนดตำแหน่งอย่างอื่นที่ ก.ค.ศ. กำหนด เพื่อเป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งศึกษาธิการจังหวัด รองศึกษาธิการจังหวัด และตำแหน่งประเภทอำนวยการ ตามที่ ก.ค.ศ. ได้เคยกำหนดไว้เดิม

2. เห็นชอบหลักการเกี่ยวกับการจัดทำโครงการพัฒนาสมรรถนะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนการคัดเลือกเข้าสู่ตแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา

     สืบเนื่องจากที่ ก.ค.ศ. เห็นชอบกรอบการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง สำหรับตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และศึกษานิเทศก์ใหม่ โดยกำหนดให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งและมีความประสงค์จะเปลี่ยนตำแหน่งเข้าสู่สายงานดังกล่าว จะต้องผ่านการพัฒนาทักษะและสมรรถนะที่จำเป็นตามที่กำหนดในมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิชาชีพก่อน จากนั้นจึงจะเป็นผู้มีคุณสมบัติในการเข้ารับการสรรหาเข้าสู่ตำแหน่งต่อไป ดังนั้นเพื่อให้ระบบการพัฒนาสมรรถนะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนการคัดเลือกเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษามีความถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และเหมาะสม เพราะกระบวนการดังกล่าวถือเป็นกระบวนการแรกในการกลั่นกรองข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการคัดเลือก รวมทั้งยังมีความเชื่อมโยงกับระบบอื่น ๆ ต่อไป เช่น การประเมินวิทยฐานะ การประเมินผลการปฏิบัติงาน ฯลฯ สำนักงาน ก.ค.ศ. จึงได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาที่มีความน่าเชื่อถือสูงและเป็นที่ยอมรับในวงการศึกษา โดยเฉพาะด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลและองค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษา วิเคราะห์ และวิจัยในการออกแบบระบบ จัดทำระบบ พัฒนาระบบ และทดลองใช้ระบบดังกล่าว โดยโครงการพัฒนาสมรรถนะดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อ

     1. ออกแบบระบบการพัฒนาสมรรถนะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ก่อนการคัดเลือกเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา

     2. จัดทำระบบการคัดกรองข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตามหลักสมรรถนะก่อนเข้าสู่กระบวนการคัดเลือก

     3. เพื่อพัฒนาหลักสูตรผู้บริหารสถานศึกษาที่ถึงพร้อมด้วยการพัฒนาศักยภาพการบริหาร (Management) และภาวะผู้นำ (Leadership) ก่อนการคัดเลือกเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา

    4. ประเมินสมรรถนะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

    5. จัดทำฐานข้อมูลข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนเข้าสู่กระบวนการคัดเลือก

กลุ่มเป้าหมาย คือ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณสมบัติ เฉพาะสำหรับตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา

กรอบการดำเนินการ

    1. ขั้นตอนการคัดกรองเข้าสู่การพัฒนา

    2. ขั้นตอนการเรียนรู้และการพัฒนา

    3. ขั้นตอนการประเมินสมรรถนะ

    4. ขั้นตอนการเตรียมฐานข้อมูล

ระยะเวลาการดำเนินการ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 – 2566

     ทั้งนี้ โครงการนี้จะส่งเสริมให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพการบริหาร (Management) และภาวะผู้นา (Leadership) ก่อนการคัดเลือกเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา รวมถึงสำนักงาน ก.ค.ศ. จะได้มีตัวอย่างในการพัฒนาสมรรถนะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นระบบและมีความต่อเนื่อง และเพื่อให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นตัวอย่างของการนำระบบสมรรถนะมาใช้ในการสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต่อไป

3

4

6

7   8

9

11

11 1

17

12  13

13 1

14  15

16

18

19

20

 

กลุ่มประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่

  • ฮิต: 17132

ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 8/2563

IMG 4866

     ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 8/2563 วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน 2563 โดยมีนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่สำคัญ ดังนี้

       1. เห็นชอบ กรอบการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง จากเดิม ก.ค.ศ. ได้กำหนดให้การพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เป็นการพัฒนาผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด ซึ่งหลังจากที่ได้ประกาศใช้หลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาฯ นี้แล้ว พบว่าวิธีการพัฒนาในรูปแบบเดิมเน้นการบรรยายมากกว่าการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง รวมถึงใช้ระยะเวลาการพัฒนาและงบประมาณค่อนข้างมาก ไม่ทันต่อความจำเป็นที่จะได้บุคลากรในตำแหน่งที่มีความสำคัญของหน่วยงานมาปฏิบัติงาน

      เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ในเรื่องของการศึกษายกกำลังสองสู่ความเป็นเลิศ และเป็นการพลิกโฉมการศึกษาไทย ก.ค.ศ. จึงได้กำหนดกรอบแนวทางการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนเข้าสู่กระบวนการคัดเลือก ให้มีทักษะพื้นฐาน ได้แก่ ทักษะภาษาไทย ทักษะภาษาอังกฤษ และทักษะดิจิทัล  และให้มีความพร้อมในทักษะที่จำเป็นและสมรรถนะที่เหมาะสมตามมาตรฐานตำแหน่งที่
ก.ค.ศ. กำหนด ซึ่งเมื่อผ่านกระบวนการพัฒนาก่อนการคัดเลือกแล้วจะเป็นผู้ที่สามารถปฏิบัติงานในตำแหน่งที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งได้ทันที โดยกรอบการพัฒนาฯ มีสาระสำคัญ ดังนี้

       กระบวนการที่ 1 Self Development (การพัฒนาตนเอง) ให้มีการเรียนรู้ทักษะภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ดิจิทัล และทักษะที่จำเป็นตามมาตรฐานตำแหน่งและสมรรถนะสำหรับตำแหน่ง ผ่านศูนย์ HCEC/DEEP หรือช่องทางอื่นตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด ให้ส่วนราชการส่งเสริม สนับสนุน การพัฒนาของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยจัดเตรียมงบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ สถานที่และนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติงาน และรับรองวุฒิบัตรหรือใบรายงานผลการประเมิน

      กระบวนการที่ 2 Screening (การคัดกรอง) ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสามารถนำวุฒิบัตรหรือใบรายงานผลการประเมินไปใช้เป็นคุณสมบัติสำหรับการคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งภายในระยะเวลาตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด

      กระบวนการที่ 3 Selection (การคัดเลือก) ให้ส่วนราชการ หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้งเป็นผู้ดำเนินการคัดเลือก เกณฑ์และวิธีการประเมินให้เป็นไปตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด ทั้งนี้ ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละส่วนราชการ ส่วนการกำหนดองค์ประกอบ ตัวชี้วัด ให้ส่วนราชการ หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง กำหนด

      กระบวนการที่ 4 Probation (การประเมินสัมฤทธิผลฯ) ให้ผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งได้รับการ Coaching and Mentoring จากผู้ทรงคุณวุฒิหรือวิทยากรพี่เลี้ยงที่มีประสบการณ์ และการฝึกปฏิบัติงานหรือการลงพื้นที่จริงเพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ มีเจตคติที่ดี คุณธรรม จริยธรรมที่เหมาะสมกับตำแหน่ง และมีกรรมการประเมินตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด

          2. เห็นชอบหลักการของ (ร่าง) เกณฑ์อัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด สพฐ.

            เนื่องจากสภาพปัญหาที่พบในปัจจุบัน โรงเรียนขนาดเล็กมีจำนวนเพิ่มขึ้น ทำให้อัตรากำลังของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาไม่เพียงพอต่อการจัดการเรียนรู้ รวมถึงเกณฑ์ฯอัตรากำลังเดิม ได้ใช้จำนวนนักเรียนเป็นปัจจัยในการกำหนด ทำให้ไม่สอดคล้องกับบริบทในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องปรับปรุงเกณฑ์อัตรากำลังฯ ขึ้นใหม่ เพื่อให้โรงเรียนขนาดเล็กมีอัตรากำลังที่เหมาะสม สามารถจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อมโยงไปสู่การวางแผนผลิต สรรหา และพัฒนาครูในอนาคต รวมถึงการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และการลดภาระงานธุรการของครู ซึ่งจะทำให้ครูมีเวลาในการจัดการเรียนการสอนได้เต็มที่ และเกิดประสิทธิภาพในการบริหารงบประมาณซึ่งเกณฑ์อัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด สพฐ. ใหม่นี้ มีกรอบแนวคิดตามนโยบายยกระดับคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก การบริหารอัตรากำลัง ที่คำนึงถึงมิติเชิงปริมาณและมิติเชิงคุณภาพ

              มิติเชิงปริมาณ

                 1. โรงเรียนขนาดเล็กมีครูอย่างน้อย 4 คน (ครูประถมศึกษา ครูภาษาไทย ครูคณิตศาสตร์ และครูปฐมวัย หรือ ครูภาษาอังกฤษ)

                2. ใช้ Work Load (ชม.สอน และ ชม.เรียน) เป็นปัจจัยการกำหนดอัตรากำลัง                           

                3.  มีอัตรากำลังบุคลากรสายสนับสนุนการศึกษาที่เหมาะสม                                                 

                4.  แผนพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็ก (ปี 2563 – 2565)

                มิติเชิงคุณภาพ

                 1.  ตอบโจทย์นโยบายการศึกษายกกำลังสอง

                 2. เด็กมีทักษะในการอ่าน เขียน (Literacy) และการคิดวิเคราะห์ (Numeracy)

                 3. ลดงานธุรการของครู / คืนครูสู่ห้องเรียน

                 4. เชื่อมโยงไปสู่การวางแผนผลิต สรรหา และพัฒนาครูในอนาคต และศูนย์ HECE

                  5. โรงเรียนขนาดเล็กมีประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนสูงขึ้น

                 6. ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

                 โดยที่ประชุมได้ให้สำนักงาน ก.ค.ศ. ดำเนินการปรับรายละเอียดของ (ร่าง) เกณฑ์อัตรากำลังดังกล่าว ให้เกิดความครอบคลุม ตามข้อเสนอแนะของที่ประชุมอีกครั้งหนึ่ง

           3. เห็นชอบ หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ตำแหน่งประเภททั่วไป เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ

         เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ขออนุมัติกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการคัดเลือกบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ตำแหน่งประเภททั่วไป เป็นตำแหน่งประเภทวิชาการ เพื่อเป็นการส่งเสริมความก้าวหน้าให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ตำแหน่งประเภททั่วไป ที่ปฏิบัติงานมาเป็นเวลานาน แต่ขาดความก้าวหน้าในการรับราชการและเพื่อประโยชน์ของทางราชการที่จะได้บุคคลที่มีประสบการณ์ ความรู้ความสามารถ เหมาะสมกับตำแหน่ง และตรงกับความต้องการของหน่วยงานการศึกษา หรือส่วนราชการมาปฏิบัติงาน

         ก.ค.ศ. เห็นว่าเพื่อเป็นการส่งเสริมความก้าวหน้าให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค. (2) ตำแหน่งประเภททั่วไป และเพื่อประโยชน์ของทางราชการจึงเห็นชอบการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ตำแหน่งประเภททั่วไป เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ เพื่อใช้กับหน่วยงานการศึกษาและส่วนราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยสรุปสาระสำคัญของหลักเกณฑ์ได้ ดังนี้

                1. ให้ กศจ. หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง แล้วแต่กรณี เป็นผู้ดำเนินการคัดเลือก

                2. ผู้มีสิทธิสมัครเข้ารับการคัดเลือกต้องเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในหน่วยงานการศึกษาในสังกัดส่วนราชการนั้น

                3. ผู้สมัครมีสิทธิสมัครเข้ารับการคัดเลือกได้เพียงตำแหน่งเดียวและหน่วยงานการศึกษาเดียว

                4. ให้ส่วนราชการ หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้งแล้วแต่กรณี ดำเนินการกำหนดวัน เวลา และสถานที่ในการคัดเลือก กำหนดสัดส่วนจำนวนตำแหน่งว่างเพื่อใช้ในการคัดเลือก

               5. การคัดเลือก แบ่งออกเป็น 3 ภาค คือ ภาค ก ความรู้ความสามารถทั่วไป ภาค ข ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง และภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่ง 

               6. ผู้ผ่านการคัดเลือกต้องได้คะแนนในแต่ละภาคไม่ต่ำกว่าร้อยละหกสิบ

               7. ประกาศผลการคัดเลือกตามตำแหน่งว่างของแต่ละหน่วยงานการศึกษา หรือส่วนราชการ โดยเรียงตามประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกของแต่ละหน่วยงานการศึกษา หรือส่วนราชการ โดยเรียงลำดับจากผู้ได้คะแนนรวมทุกภาค จากมากไปหาน้อย

              8. การบรรจุและแต่งตั้งผู้ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ ให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งเรียกตามลำดับที่ให้ครบตามจำนวนตำแหน่งว่างที่ประกาศรับสมัคร โดยไม่มีการขึ้นบัญชี สำหรับการให้ได้รับเงินเดือนให้ได้รับเงินเดือนเท่าเดิม

              9. กรณีไม่สามารถดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการนี้ได้ ให้เสนอ ก.ค.ศ. พิจารณา

          4. อนุมัติให้แก้ไขหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2)  

         เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขอแก้ไขหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. (ว 27/2555) ซึ่งเดิม กำหนดให้ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้ดำเนินการสอบ หรือรวมเขตพื้นที่การศึกษาในภูมิภาคเดียวกัน โดยระบุเขตพื้นที่การศึกษาแล้วมอบ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาใดเขตพื้นที่การศึกษาหนึ่งเป็นผู้ดำเนินการสอบ ทั้ง 3 ภาค ประกอบกับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 16/2560 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2560 กำหนดให้ ก.ค.ศ. เป็นผู้ดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และในกรณีที่ ก.ค.ศ. เห็นสมควรจะมอบหมายให้ กศจ. อ.ก.ค.ศ. ซึ่ง ก.ค.ศ. ตั้ง ส่วนราชการหรือหน่วยงานการศึกษาเป็นผู้ดำเนินการสอบแข่งขัน โดย สพฐ. ได้ให้ความเห็นว่าเพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาขอกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีความเป็นเอกภาพ พร้อมทั้งเกิดประโยชน์สูงสุด จึงขอแก้ไขหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ดังกล่าวโดยกำหนดให้ส่วนราชการต้นสังกัดเป็นผู้กำหนดวันเวลาการสอบแข่งขันเท่านั้น ส่วนการดำเนินการสอบแข่งขันมอบให้ กศจ. ดำเนินการ

                ก.ค.ศ. พิจารณาเห็นว่าเพื่อประโยชน์ของทางราชการจึงอนุมัติให้แก้ไขหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข โดยในการนี้มอบให้ สพฐ. ซึ่งเป็นส่วนราชการต้นสังกัดเป็นผู้กำหนดนโยบายและดำเนินการสอบแข่งขัน รวมถึงการกำหนดวัน เวลาในการสอบแข่งขันและการเรียกผู้สอบแข่งขันได้มารายงานตัว ตลอดจนการดำเนินการจัดทำข้อสอบ ตรวจ ประมวลผลการสอบ กำหนดวิธีการสอบ การขึ้นบัญชี การยกเลิกบัญชี และการรับโอนผู้สอบแข่งขันได้เพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. (ว 27/2555)

        5. เห็นชอบ การปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการนำบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีหนึ่งไปขึ้นบัญชีเป็นผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีอื่น ตำแหน่งครูผู้ช่วย

          ซึ่งเดิม ก.ค.ศ. ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย (ว 5/2561) โดยหลังจากการสอบคัดเลือกแล้วหากต้องการนำบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ในในบัญชีหนึ่งไปขึ้นบัญชีเป็นผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีอื่นฯ ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการนำบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีหนึ่งไปขึ้นบัญชีเป็นผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีอื่น ตำแหน่งครูผู้ช่วย (ว 8/2561) และต่อมา ก.ค.ศ. ได้ยกเลิกหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันฯ ตำแหน่งครูผู้ช่วย (ว 5/2561) และประกาศให้ใช้หลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันฯ ตำแหน่งครูผู้ช่วย (ว 14/2563) แทน จึงต้องปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการนำบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีหนึ่งไปขึ้นบัญชีเป็นผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีอื่น ตำแหน่งครูผู้ช่วย ใหม่ เพื่อใช้แทนหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ว 8/2561 เพื่อให้เกิดความชัดเจนและความคล่องตัวในการดำเนินการขอใช้บัญชี ซึ่ง ก.ค.ศ. พิจารณาแล้วเห็นควรปรับปรุงเฉพาะประเด็นที่เป็นสาระสำคัญ โดยตัดข้อความในข้อ 2 วรรคสอง ของหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ว 8/2561 ที่กำหนดว่า “ทั้งนี้ การบรรจุและแต่งตั้งผู้สอบแข่งขันได้จากการขอใช้บัญชีให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนที่บัญชีเดิมจะครบอายุการขึ้นบัญชี” ออก แล้วปรับการเขียนข้อ 4.3 และ 4.5 ดังนี้

                  ข้อ 4.3 “เมื่อสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด หรือส่วนราชการ ได้รับรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ที่จัดลำดับที่เอกสารหลักฐานการสมัครสอบแข่งขัน หนังสือสอบถามความสมัครใจ และที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้ของผู้สมัครใจ จากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด หรือส่วนราชการ ที่ส่งรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้แล้ว ให้รายงาน กศจ. หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง พิจารณาให้ความเห็นชอบและประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ ดยบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ที่ประกาศใหม่ ให้มีอายุการขึ้นบัญชีเท่ากับบัญชีเดิม...”

                   ข้อ 4.5  “ให้ใช้ประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ เป็นการเรียกตัวผู้สอบแข่งขันได้มารายงานตัวเพื่อบรรจุและแต่งตั้งตามลำดับที่ โดยต้องกำหนดให้ผู้สอบแข่งขันได้มารายงานตัวเพื่อบรรจุและแต่งตั้งไม่หลังวันที่บัญชีผู้สอบแข่งขันได้ครบอายุการขึ้นบัญชี และให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของ กศจ. หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง ดำเนินการบรรจุและแต่งตั้งผู้สอบแข่งขันได้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามมาตรฐานตำแหน่ง ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว …”

         6. อนุมัติ แต่งตั้งอนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน อ.ก.ค.ศ. วิสามัญฯ ที่พ้นจากตำแหน่ง ก่อนครบวาระ รวม 21 ตำแหน่ง ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด ดังนี้

           1. อนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ใน อ.ก.ค.ศ. วิสามัญฯ แทนตำแหน่งที่ว่าง จำนวน 7 คณะ รวม 12 คน

           2. ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ส่วนราชการเสนอเป็นอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน อ.ก.ค.ศ.วิสามัญฯ แทนตำแหน่งที่ว่าง จำนวน 9 คณะ รวม 11 คน

 

IMG 4902

IMG 4924

IMG 4898

IMG 4893

IMG 4938

IMG 4848  

IMG 4855

IMG 4957 IMG 4920

 IMG 4914

IMG 4915

IMG 4950

IMG 4943

 

 

ะพีพรรณ จวงถาวร : ภาพ

ธาริณี นาคเมธี : ข่าว

ศรายุทธ มาทัพ หัวหน้ากลุ่มประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่  :  Editor

 

 

 

 

  • ฮิต: 27414

ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 6/2563

IMG 5943

ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 6/2563 เมื่อวันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม 2563 โดยมีนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่สำคัญ ดังนี้

     1. เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาผู้ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งรองศึกษาธิการจังหวัดและศึกษาธิการจังหวัด เนื่องจากหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาผู้ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งรองศึกษาธิการจังหวัดและศึกษาธิการจังหวัด (ว 11/2563) กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ที่ได้รับการคัดเลือก ต้องได้รับการพัฒนาตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด ซึ่ง ก.ค.ศ. เห็นว่าการเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา ศึกษานิเทศก์ ศึกษาธิการจังหวัด และรองศึกษาธิการจังหวัด ควรกำหนดให้มี 4 องค์ประกอบ คือ การคัดกรองการคัดเลือก การพัฒนาก่อนการบรรจุและแต่งตั้ง และการประเมินสัมฤทธิ์ผลการปฏิบัติงานในหน้าที่เพื่อพัฒนาการศึกษา ซึ่งในส่วนของการคัดกรองนั้นบังคับทักษะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ดังกล่าว มีสาระสำคัญ ดังนี้

          1. ให้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ดำเนินการพัฒนา และจัดทำรายละเอียดหลักสูตร

          2. ระยะเวลาการพัฒนา (รองศึกษาธิการจังหวัด ไม่น้อยกว่า 35 วัน ศึกษาธิการจังหวัดไม่น้อยกว่า 30 วัน)

          3. ขอบข่ายการพัฒนา ประกอบด้วย 3 ส่วน

                    ส่วนที่ 1 การเสริมสร้างสมรรถนะ (รองศึกษาธิการจังหวัด ไม่น้อยกว่า 15 วัน และศึกษาธิการจังหวัด ไม่น้อยกว่า 10 วัน)

                    ส่วนที่ 2 การเรียนรู้ในสภาพจริง (ไม่น้อยกว่า 15 วัน)

                   ส่วนที่ 3 การรายงานผลการเรียนรู้ และการนำเสนอแผนกลยุทธ์การพัฒนาการศึกษาในจังหวัด (ไม่น้อยกว่า 5 วัน)

          4. วิธีการพัฒนา ใช้วิธีการเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิ การเรียนรู้ในสภาพจริง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ฯลฯ

          5. เกณฑ์การประเมิน

                   - ตำแหน่งรองศึกษาธิการจังหวัด ต้องมีระยะเวลาเข้ารับการพัฒนาไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของระยะเวลาการพัฒนาทั้งหมด และต้องผ่านเกณฑ์การประเมินในแต่ละส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80

                   - ตำแหน่งศึกษาธิการจังหวัด ต้องมีระยะเวลาเข้ารับการพัฒนาไม่น้อยกว่า ร้อยละ 90 ของระยะเวลาการพัฒนาทั้งหมด และต้องผ่านเกณฑ์การประเมินในแต่ละส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80

     2. เห็นชอบ ให้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการดำเนินการสรรหาและเลือกสรรคนพิการเข้ารับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด จำนวน 5 ตำแหน่ง ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการสรรหาและเลือกสรรคนพิการเข้าทำงานในส่วนราชการ ตามหนังสือสำนักงาน ก.พ. นร 1004/ว 21 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 และหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1004/ว 17 ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2559 โดยอนุโลม

         ซึ่งหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการสรรหาและเลือกสรรคนพิการเข้ารับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2)  ก.ค.ศ. ยังมิได้กำหนด ซึ่งตาม พรบ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 มาตรา 133 วรรคแรก กำหนดว่าในระหว่างที่ยังมิได้ตราพระราชกฤษฎีกา หรือ ก.ค.ศ. ยังมิได้ออกกฎ ข้อบังคับ ระเบียบหรือจัดทำมาตรฐานตำแหน่ง วิทยฐานะหรือกำหนดกรณีใดเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นำพระราชกฤษฎีกา กฎ ก.พ. กฎ ก.ค. มติ ก.พ. มติ ก.ค. มติคณะรัฐมนตรี ระเบียบ มาตรฐานกำหนดตำแหน่ง หรือ กรณีที่ ก.ค. หรือ ก.พ. กำหนดไว้แล้ว ซึ่งใช้บังคับอยู่เดิมมาใช้บังคับโดยอนุโลม

         ดังนั้น เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารงานบุคคล เป็นประโยชน์ต่อทางราชการ และเพื่อให้การดำเนินการสรรหาและเลือกสรรคนพิการเข้ารับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ของทุกส่วนราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ มีแนวปฏิบัติตามกฎหมายการจ้างเหมาคนพิการเป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงเห็นชอบให้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการสรรหาและเลือกสรรคนพิการเข้ารับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด จำนวน 5 ตำแหน่ง ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการสรรหาและเลือกสรรคนพิการเข้าทำงานในส่วนราชการ ตามหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1004/ว 21ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 และหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1004/ว 17 ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2559 มาใช้บังคับโดยอนุโลม พร้อมกันนี้ได้เห็นชอบ ให้ทุกส่วนราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการสรรหาและเลือกสรรคนพิการเข้ารับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) โดยให้นำหลักเกณฑ์และวิธีการ ที่ ก.พ. กำหนด (ว 21/2558 และ ว 17/2559) มาใช้บังคับโดยอนุโลม

     3. อนุมัติ การจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 23,321 อัตรา ดังนี้

          - สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 21,984 อัตรา

          - สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 254 อัตรา โดยให้สงวนตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) จำนวน 2 อัตรา เนื่องจากอยู่ระหว่างการทบทวนแนวทางการจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการฯ ตำแหน่งประเภทอำนวยการ ของ คปร.

          - สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จำนวน 1,083 อัตรา

          โดยให้ส่วนราชการดำเนินการเกลี่ยอัตรากำลังที่ได้รับอนุมัติไปกำหนดตำแหน่งในหน่วยงานการศึกษาตามหลักเกณฑ์ ดังนี้

          1. ให้กำหนดจำนวนและประเภทตำแหน่งตามเงื่อนไขที่ คปร. กำหนด โดยเคร่งครัด

          2. ตำแหน่งที่กำหนดจะต้องมีจำนวนและประเภทตำแหน่งตามที่ ก.ค.ศ. อนุมัติ

          3. ให้กำหนดตำแหน่งในหน่วยงานการศึกษาที่มีอัตรากำลังไม่เกินกรอบอัตรากำลังของประเภทตำแหน่งนั้น ๆ หรือเกณฑ์อัตรากำลังที่ ก.ค.ศ. กำหนด

          4. ในการใช้อัตราที่ได้รับการจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการฯ เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ให้ใช้ได้ไม่ก่อนวันที่ ก.ค.ศ. มีมติอนุมัติ

          ทั้งนี้ ให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สงวนอัตราตำแหน่งครูผู้ช่วยที่ได้รับการจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการฯ เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 5,311 อัตรา จำนวน 320 อัตรา และจำนวน 10 อัตรา ตามลำดับ เพื่อรองรับการบรรจุบุคคลตามโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ตามมติคณะรัฐมนตรีและที่ประชุมกระทรวงศึกษาธิการ คือ จัดสรรอัตราตำแหน่งข้าราชการครูที่เกษียณอายุราชการไม่เกินร้อยละ 25 ของอัตราตำแหน่งข้าราชการครูที่เกษียณอายุราชการในรอบ 10 ปี (ปี พ.ศ. 2559-2568) โดยให้เป็นไปตามข้อตกลงของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมกับส่วนราชการนั้น ๆ

 

IMG 5991  IMG 5987
IMG 5893

IMG 5896  IMG 5906  IMG 5903

IMG 5981  IMG 6011

IMG 5937

IMG 5998  IMG 5999

 

ระพีพรรณ จวงถาวร : ภาพ

ธาริณี นาคเมธี : ข่าว

ศรายุทธ มาทัพ หัวหน้ากลุ่มประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่  :  Editor

  • ฮิต: 7204

ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 7/2563

1

              ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 7/2563 เมื่อวันพุธที่ 28 ตุลาคม 2563 โดยมีนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่สำคัญ ดังนี้

       1. เห็นชอบ แนวทางการย้ายผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัด สพฐ. ตามหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.4/ว 6 ลงวันที่ 22 เมษายน 2563

       เนื่องจาก สพฐ. ได้ขอให้ ก.ค.ศ. กำหนดแนวทางแก้ปัญหาการพิจารณาย้าย ผอ.สถานศึกษา สังกัด สพฐ. กรณีที่มีตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษาในสถานศึกษาขนาดใหญ่หรือขนาดใหญ่พิเศษว่างหลังจากย้ายครั้งแรกและไม่มีผู้อำนวยการสถานศึกษาในสถานศึกษาขนาดใกล้เคียง ยื่นคำร้องขอย้ายมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษาในสถานศึกษาขนาดใหญ่ หรือไม่มีผู้อำนวยการสถานศึกษาในสถานศึกษาขนาดใหญ่และขนาดใหญ่พิเศษ ยื่นคำร้องขอย้ายมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษาในสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ ทั้งในจังหวัดเดียวกันและต่างจังหวัด ซึ่ง ก.ค.ศ. เห็นว่ากรณีดังกล่าวหลักเกณฑ์และวิธีการย้าย กรณีปกติ ไม่ได้กำหนดให้มีการย้ายข้ามขนาดสถานศึกษาเกินกว่า 1 ขนาดที่ตนเองดำรงตำแหน่งอยู่ได้ จึงต้องนำตำแหน่งว่างหลังจากการย้าย ไปดำเนินการ ตามข้อ 1.10 ของวิธีการย้ายกรณีปกติ โดยนำไปใช้บรรจุและแต่งตั้งจากบัญชีผู้ได้รับคัดเลือก ซึ่งอาจไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ว 6/2563) ที่ต้องการให้ผู้บริหารสถานศึกษาได้มีการสั่งสมประสบการณ์เป็นลำดับ

      เพื่อประโยชน์ของทางราชการ ก.ค.ศ. จึงได้มีมติให้ดำเนินการตามแนวทาง ดังนี้

     1. กรณีการย้ายปกติ ในวิธีการย้าย ข้อ 1.9.1 หากมีตำแหน่งว่างที่เกิดขึ้นภายหลังจากการพิจารณาย้ายเสร็จสิ้น (เช่น ตำแหน่งว่างที่เกิดจากการเสียชีวิต ลาออก หรือผู้ย้ายไปจังหวัดอื่น เป็นต้น) และ กศจ. เห็นชอบการกำหนดสัดส่วนของจำนวนตำแหน่งว่างที่จะใช้สำหรับการรับย้ายและที่จะใช้สำหรับการบรรจุและแต่งตั้งจากบัญชีผู้ได้รับคัดเลือกหรือที่จะใช้สำหรับการคัดเลือกแล้ว ให้นำตำแหน่งว่างที่ได้กำหนดสัดส่วนไว้แล้วนั้นมารวมกับตำแหน่งว่างที่เหลือจากการพิจารณาย้ายครั้งแรกซึ่งเป็นสัดส่วนของการรับย้าย แล้วนำมาประกาศตำแหน่งว่างทันทีให้ทราบโดยทั่วกัน โดยวิธีปิดประกาศ ณ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รวมทั้งประกาศทางเว็บไซต์ของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 วัน

     2.  ให้ผู้ประสงค์ขอย้ายที่ยื่นคำร้องขอย้ายประจำปีไว้ แต่มิได้ระบุชื่อสถานศึกษาที่ว่างภายหลังไว้ ให้ยื่นความประสงค์ขอย้ายไปดำรงตำแหน่งในสถานศึกษาดังกล่าวได้ รวมทั้งผู้ที่มิได้ยื่นคำร้องขอย้ายไว้เดิม หากประสงค์จะขอย้ายไปดำรงตำแหน่งในสถานศึกษาที่มีตำแหน่งว่างและสถานศึกษาที่ไม่มีตำแหน่งว่าง ก็ให้ยื่นคำร้องขอย้ายเพิ่มเติมได้ โดยคำร้องขอย้ายเพิ่มเติมใดไม่ได้รับการพิจารณาอนุมัติให้ย้าย คำร้องขอย้ายดังกล่าวเป็นอันยกเลิก

     3. ให้ดำเนินการย้ายเช่นเดียวกับวิธีการย้ายกรณีปกติ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่ข้อ 1.2 – ข้อ 1.8 โดยอนุโลม และมิให้นำระยะเวลาที่กำหนดมาใช้

 

     2. เห็นชอบ แนวทางการดำเนินการขอทบทวนมติ ก.ค.ศ. กรณีไม่มีคุณสมบัติเข้ารับการประเมิน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ว 13/2556 ประจำปี 2559 เนื่องจาก ก.ค.ศ. ได้พิจารณาคุณสมบัติของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ยื่นคำขอรับการประเมินเพื่อให้มีหรือเลื่อนวิทยฐานะ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ว 13/2556 ประจำปี 2559 เสร็จสิ้นแล้ว และได้แจ้งผลการพิจารณาให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทราบแล้ว และต่อมา ก.ค.ศ. มีมติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ ก.ค.ศ. พิจารณาและมีมติให้เป็นผู้ไม่มีคุณสมบัติเข้ารับการประเมิน ให้สามารถขอทบทวนในกรณีที่เห็นว่าการพิจารณาของ ก.ค.ศ. คลาดเคลื่อนจากเอกสารหลักฐานที่ได้เสนอไว้เดิม ภายในระยะเวลา 90 วัน นับตั้งแต่วันที่สำนักงาน ก.ค.ศ. แจ้งให้ส่วนราชการทราบ ซึ่งมีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ยื่นคำขอทบทวนมติ ก.ค.ศ. กรณีดังกล่าวเป็นจำนวน 1,933 ราย รวมถึงมีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ ก.ค.ศ. พิจารณาว่าเป็นผู้ไม่มีคุณสมบัติจำนวนหนึ่งได้ยื่นฟ้องคดีปกครองด้วยนั้น ก.ค.ศ. พิจารณาเห็นว่า แม้ว่าคำพิพากษาของศาลปกครองจะมีผลเฉพาะกับผู้ฟ้องคดี แต่ก็ควรนำคำพิพากษาของศาลปกครองมาเป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาให้ความเป็นธรรมกับทั้งผู้ที่ยื่นคำขอทบทวนฯ แต่มิได้ฟ้องคดีปกครอง และผู้ที่ไม่ได้ยื่นคำขอทบทวนฯ ซึ่งถือเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้วย ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการเกี่ยวกับคำขอทบทวนมติ ก.ค.ศ. กรณีไม่มีคุณสมบัติเข้ารับการประเมินตามหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ว 13/2556 ประจำปี พ.ศ. 2559 มีแนวทางที่ชัดเจน รอบคอบ ชอบด้วยกฎหมาย เป็นธรรมกับผู้ขอทบทวนฯ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สำนักงาน ก.ค.ศ. จึงได้วิเคราะห์แนวทางการดำเนินการ และข้อดี ข้อเสีย ในเรื่องดังกล่าวให้ ก.ค.ศ. พิจารณา โดย ก.ค.ศ. พิจารณาแล้วมีมติให้สำนักงาน ก.ค.ศ. ดำเนินการพิจารณาคำขอทบทวนฯ ทุกราย สำหรับรายที่มีการฟ้องศาลปกครองก็ให้นำมาพิจารณาด้วย โดยในประเด็นที่มีการฟ้องคดี อาจต้องรอคำพิพากษาศาลปกครองก่อน ซึ่งจะทำให้สำนักงาน ก.ค.ศ. สามารถดำเนินการพิจารณาคำขอทบทวนฯต่อไปได้ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและเป็นประโยชน์ต่อข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ขอทบทวนมติ ก.ค.ศ.

 

 

     3. อนุมัติการย้ายและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ให้ดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะเดิม ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งใหม่ จำนวน 50 ราย

 

     4. อนุมัติให้บรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ได้รับการคัดเลือกและผ่านการพัฒนาก่อนแต่งตั้งฯ ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 76 ราย แยกเป็น ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จำนวน 63 ราย และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จำนวน 13 ราย     

 

     5. อนุมัติการย้ายและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ให้ดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะเดิม ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งเดิม และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งใหม่ จำนวน 102 ราย

 

     6. อนุมัติให้บรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ได้รับการคัดเลือกและผ่านการพัฒนาก่อนแต่งตั้งฯ ให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงาคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 209 ราย แยกเป็น ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จำนวน 163 ราย และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จำนวน 46 ราย 

 

     7. เห็นชอบ การแต่งตั้งอนุกรรมการผู้แทนสำนักงาน ก.ค.ศ. ใน อ.ก.ค.ศ. ส่วนราชการ แทนตำแหน่งที่ว่าง

     เนื่องจากผู้แทนสำนักงาน ก.ค.ศ. ใน อ.ก.ค.ศ. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (นายอัมพร พินะสา) ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 และอนุกรรมการผู้แทนสำนักงาน ก.ค.ศ. ใน อ.ก.ค.ศ. สำนักงานบริหารการศึกษาพิเศษ (นายชาย มะลิลา) ได้เกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2563  

     เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนดจึงแต่งตั้ง

     1. รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ ตำแหน่งศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 2 รักษาราชการแทนเลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นอนุกรรมการผู้แทนสำนักงาน ก.ค.ศ. ใน อ.ก.ค.ศ. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

     2. นางสาวเจริญวรรณ หนูนาค ตำแหน่งรองเลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นอนุกรรมการผู้แทนสำนักงาน ก.ค.ศ. ใน อ.ก.ค.ศ. สำนักงานบริหารการศึกษาพิเศษ

 

     8. เห็นชอบ แต่งตั้งอนุกรรมการใน อ.ก.ค.ศ. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ แทนตำแหน่งที่ว่าง

    เนื่องจากสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ แจ้งว่า มีอนุกรรมการใน อ.ก.ค.ศ. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 4 ราย พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากลาออกและเกษียณอายุราชการ จึงได้ดำเนินการสรรหาอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนดจึงแต่งตั้งให้ นายอามีน กะดะแซ ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดนราธิวาส วิทยฐานะผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดเชี่ยวชาญ  และนายสุวัฒน์ชัย แสนราช ตำแหน่งศึกษาธิการจังหวัด สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดอุดรธานี เป็นอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน อ.ก.ค.ศ. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ แทนตำแหน่งที่ว่าง และแต่งตั้งให้นายวรัท พฤกษาทวีกุล ตำแหน่งเลขาธิการ กศน. สังกัดสำนักงาน กศน. และนายธนู ขวัญเดช ตำแหน่งศึกษาธิการภาค 10 รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นอนุกรรมการข้าราชการในสังกัดที่ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ไม่ต่ำกว่าระดับต้น หรือประเภทอำนวยการ ระดับสูง หรือประเภทวิชาการ ไม่ต่ำกว่าระดับเชี่ยวชาญ ใน อ.ก.ค.ศ. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ แทนตำแหน่งที่ว่าง

2

3

4

5  S 93839390

7  8

9

10

 

 

 

ระพีพรรณ จวงถาวร : ภาพ

ธาริณี นาคเมธี : ข่าว

ศรายุทธ มาทัพ หัวหน้ากลุ่มประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่  :  Editor

 

 

 

 

 

ก.ค.ศ.

  • ฮิต: 9995

ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 5/2563

2

ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 5/2563 เมื่อวันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2563 โดยมีนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่สำคัญ ดังนี้

             1. เห็นชอบ หลักสูตรการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเดิม ก.ค.ศ. ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัด สพฐ. (ว 2/2562) ไว้ แต่หลักเกณฑ์และวิธีการดังกล่าวนั้น ยังไม่ได้ครอบคลุมเกี่ยวกับองค์ความรู้ทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย การใช้ภาษาอังกฤษ ทักษะการใช้ดิจิทัล และการใช้ภาษาไทย ไว้ในหลักสูตร ก.ค.ศ. ได้พิจารณาว่า ในการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีสมรรถนะที่เหมาะสมกับการบรรจุและแต่งตั้ง และการเลื่อนวิทยฐานะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

       จึงเห็นควรเพิ่มเติมหลักสูตรการพัฒนาให้มีองค์ประกอบเกี่ยวกับความรู้ ทักษะ และความต้องการที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และเห็นควรน้อมนำพระบรมราโชบาย ในหลวงรัชกาลที่ 10 ด้านการศึกษา 4 ด้าน ได้แก่

       1. มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง

       2. มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง-มีคุณธรรม

       3. มีงานทำ-อาชีพ  

       4. เป็นพลเมืองที่ดี

       มากำหนดเพิ่มเติมไว้ในหลักสูตรในการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ตามหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ว 2/2562 ด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้ได้ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีศักยภาพเหมาะสมในการที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ต่อไป

 

              2. อนุมัติ การกำหนดกรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นสถานศึกษาขนาดเล็กที่มีลักษณะพิเศษในการปฏิบัติปฏิบัติงาน (พื้นที่สูง) เพื่อประโยชน์ในการจัดการการศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 10 อัตรา ดังนี้

          อัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 6 อัตรา ได้แก่

          - ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา           จำนวน  1  อัตรา

          - ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา      จำนวน  1  อัตรา

          - ตำแหน่งครู                                  จำนวน  4  อัตรา

          อัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค. (2) จำนวน 4 อัตรา ดังนี้

          - ตำแหน่งนักวิชาการศึกษา                  จำนวน  1  อัตรา

               ระดับชำนาญการ/ชำนาญการพิเศษ

          - ตำแหน่งนักวิชาการศึกษา                  จำนวน  1  อัตรา

               ระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ

          - ตำแหน่งนักจัดการงานทั่วไป               จำนวน  1  อัตรา

               ระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ           

          - ตำแหน่งบรรณารักษ์                        จำนวน  1  อัตรา

               ระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ

          โดยระบุเงื่อนไขว่า เมื่อสำนักงาน กศน. ได้รับเงินประจำอัตราเมื่อใด ให้ขออนุมัติกำหนดเลขที่ตำแหน่งตามกรอบอัตรากำลังที่ได้รับอนุมัติอีกครั้งหนึ่ง

 

                3. เห็นชอบหลักการของ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพื่อให้เป็นไปตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2553 และเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2562 ได้กำหนดกรอบอัตรากำลังและคุณลักษณะของบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย จะต้องได้รับการคัดสรรเป็นกรณีพิเศษ โดยต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจ และเห็นความสำคัญของการจัดการศึกษา สำหรับผู้มีความสามารถพิเศษทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM)

       ก.ค.ศ. จึงได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สถานศึกษา โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อให้ได้ผู้ปฏิบัติงานทั้งในตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาและตำแหน่งครูที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย รวมทั้งเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากการกำหนดให้ใช้หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการสรรหาโดยการย้าย การคัดเลือก หรือการสอบแข่งขัน

      ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหาร สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ว 6/2563) โดยให้สำนักงาน ก.ค.ศ. ดำเนินการปรับรายละเอียดและเนื้อหาสาระของร่างหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ดังกล่าว ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตามความเห็นและข้อเสนอแนะของที่ประชุม ก่อนดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

 

05  06

04  4

5  6

08  07  09

1

 

 

ระพีพรรณ จวงถาวร : ภาพ

ธาริณี นาคเมธี : ข่าว

ศรายุทธ มาทัพ หัวหน้ากลุ่มประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่  :  Editor

  • ฮิต: 2710

สารสนเทศสำนักงาน ก.ค.ศ.



footer logo

สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก ดุสิต กทม. 10300

Ribbon